Saturday, 26 November 2011

รู้ไหม? กินขนมปังปิ้งทำให้แก่ไว

อาหารมื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญ แต่น่าแปลกที่คนส่วนใหญ่กลับไม่ค่อยให้ความสำคัญกับอาหารมื้อแรกของวันสักเท่าไรนัก อาจเป็นเพราะความเร่งรีบและต้องแข่งขันกับเวลา ทำให้อาหารเช้าที่ความจริงแล้วจะต้องเปี่ยมไปด้วยสารอาหาร ถูกลดทอนความสำคัญให้เหลือเพียงแค่ "ขนมปังปิ้ง" เท่านั้น ...
ด้วยความรวดเร็วและง่ายในการรับประทาน ขนมปังจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะที่สุด ... แต่ทราบรึเปล่าว่า จริงๆ แล้วการรับประทานขนมปังบ่อยๆ เป็นระยะเวลานาน อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของเราก็ได้

จะเชื่อหรือไม่ก็ตามแต่ข้อเท็จจริงนี้ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์มาแล้วว่า การที่เรารับประทานขนมปังปิ้งบ่อยๆ ติดต่อกัน จะทำให้เราแก่ชราลงอย่างรวดเร็ว และเป็นโรคเรื้อรังขึ้นได้

เด็กดีดอทคอม :: รู้ไหม? กินขนมปังปิ้งทำให้แก่ไว

ข้อเท็จจริงนี้ถูกยืนยันโดย โจเซฟีน ฟอร์บส์ นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันโรคหัวใจและเบาหวาน ไอดีไอ ที่ ได้ทำการศึกษาอาหารสามัญต่างๆ ตั้งแต่ขนมปังปิ้ง ครัวซองต์ ว่าขนมปังเหล่านั้นสามารถก่อสารเคมี ซึ่งกำลังเป็นที่สงสัยกันว่าทำให้เราแก่ลงได้อย่างรวดเร็ว และเป็นโรคเรื้อรังได้ โดยสารเคมีนั้นมีชื่อว่า เอจีอีส์ อยู่ในอาหาร นับตั้งแต่อาหารที่มีเนื้อสัตว์บดละเอียด ไปจนถึง เครื่องดื่มอัดลมและกาแฟ

แล้วทราบรึเปล่าว่าการที่มีสารเอจีอีส์ สะสมอยู่ในร่างกายมากเกินไปจะส่งผลอย่างไรต่อร่างกายของเรา ... เชื่อเถอะว่าคาดไม่ถึงแน่ๆ เพราะสารเคมีเอจีอีส์นั้นจะให้เราสามารถเป็นโรคหัวใจ โรคเบาหวาน และโรคผิวหนังเหี่ยวย่นซึ่งผิวที่มีอายุก็จะเหี่ยวย่นและมีการสะสมของเม็ดสี ทั้งนี้อาหารที่อาจก่อนให้เกิดสารเคมีเหล่านี้ได้นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารแปรรูปที่มีปริมาณน้ำตาลหรือปริมาณไขมันสูง และผ่านการปิ้ง ย่าง หรือการทอดด้วยอุณหภูมิสูง

     เพิ่งรู้เหมือนกันนะคะว่ามีสารเคมีชนิดนี้อยู่ในขนมปังปิ้งด้วย ... แบบนี้เราคงต้องหันมาให้ความสำคัญกับการรับประทานอาหารเช้าให้มากขึ้นซะแล้วล่ะ ขึ้นปล่อยให้ตัวเองมีนิสัยกินง่าย อยู่ง่าย เอาสะดวกสบายเข้าว่ามากเกินไป เราอาจจะต้องมานั่งรักษาโรคที่เกิดขึ้นจากสารเคมีที่สะสมอยู่ในร่างกายของเราก็ได้

ผู้สร้าง "อาหารกระป๋อง" ขึ้นมาคนแรก คือ...

ถ้าเอ่ยถึง “อาหารกระป๋อง” หลายคนคงจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะในปัจจุบันนั้นมีการผลิตอาหารประเภทชนิดนี้ออกมาหลากหลายทั้ง ปลากระป๋อง, ผักกาดดองกระป๋อง, ปลาทูน่ากระป๋อง, ลำไยกระป๋อง ฯลฯ แล้วเคยสงสัยกันบ้างไหมว่า อาหารกระป๋องนั้นถูกผลิตขึ้นครั้งแรกเมื่อใหร่ ถ้าสงสัยกันล่ะก็ วันนี้พี่ปัดมีคำตอบมาบอกแล้ว
เด็กดีดอทคอม :: ผู้สร้าง "อาหารกระป๋อง" ขึ้นมาคนแรก คือ...

อาหารกระป๋อง คือ อาหารที่ได้รับการแปรรูปและผ่านการฆ่าเชื้อด้วยความร้อน ทำให้เชื้อราและแบคทีเรียที่จะทำให้อาหารเน่าเสียถูกกำจัดทิ้งไป หลังจากนั้นจึงนำไปบรรจุในกระป๋องหรือถุงที่มีสุญญากาศแล้วปิดให้สนิท

การผลิตอาหารกระป๋องครั้งแรกนั้นเกิดขึ้นในปี ค.. 1804 เมื่อ “จักรพรรดินโปเลียนที่ 1” ได้สั่งให้พ่อครัวที่ชื่อ “นิโคลัส ฟรองชัวร์ อัปแปร์ต” ไปคิดค้นวิธีการเก็บอาหารให้อยู่ได้นานๆ เพื่อใช้เป็นเสบียงอาหารให้แก่ทหารในช่วงสงคราม โดยในช่วงแรกนั้นอาหารจะถูกบรรจุลงในขวดและใช้จุกไม้ปิด ต่อมาในปี ค.. 1810 นักประดิษฐ์ชาวอังกฤษที่ชื่อ “ปีเตอร์ ดูรันด์” ได้คิดและพัฒนากระป๋องโลหะที่สามารถนำอาหารมาบรรจุและผนึกปิดฝาได้ขึ้นมา ซึ่งรูปแบบกระป๋องแบบนี้ก็ถูกนำมาใช้จนในปัจจุบันนี้ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าอาหารกระป๋องที่เราเห็นเป็นประจำนั้นจะถูกผลิตขึ้นมานานกว่า 200 ปี แล้ว







จะเกิดอะไรขึ้นหากวิตามินซีในร่างกายไม่พอดี

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อวิตามินซีในร่างกายไม่พอดี
โดยทั่วไป ร่างกายของคนปกติมีความต้องการวิตามินซี อยู่ที่ประมาณ 60-90 มิลลิกรัม/วัน หากรับประทานวิตามินซีมากหรือน้อยกว่าจำนวนดังกล่าว อาจทำให้เกิดอันตรายตามมาดังนี้
เด็กดีดอทคอม :: จะเกิดอะไรขึ้นหากวิตามินซีในร่างกายไม่พอดี
อันตรายจากขาดวิตามินซี

มีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดตามข้อต่อของร่างกาย เลือกออกตามไรฟัน เจ็บกระดูก เป็นแผลหายช้า เนื่องจากวิตามินซีทำหน้าที่ต่อต้านการอักเสบ และช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย การได้รับวิตามินซีไม่เพียงพอ จะทำให้เส้นเลือดในร่างกายอ่อนแอ และทำให้บาดแผลที่เกิดขึ้นตามส่วนต่างๆ ของร่างกายหายช้าว่าปกติ

เป็นโรคติดเชื้อได้ง่าย คุณสมบัติพิเศษอีกประการของวิตามินซี คือ เป็นตัวต่อต้านสารก่อมะเร็ง และช่วยควบคุมระบบภูมิคุ้มกัน ถ้าร่างกายขาดวิตามินซี จะส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายลดต่ำลง และทำให้ติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียได้ง่าย

เป็นโรคลักปิดลักเปิด ในกรณีของเด็กหรือผู้สูงอายุที่ได้รับวิตามินซี น้อยกว่าวันละ 10 มิลลิกรัม อาจทำให้เป็นโรคลักกะปิดลักเปิดได้ ทั้งนี้หากร่างกายขาดวิตามินซีมากเกินปกติ อาจทำให้มีลูกยาก เป็นโรคโลหิตจาง และมีภาวะความผิดปกติทางจิตได้

เด็กดีดอทคอม :: จะเกิดอะไรขึ้นหากวิตามินซีในร่างกายไม่พอดี
อันตรายจากการกินวิตามินซีมากเกินไป

เกาต์ เนื่องจากวิตามินซีมีหน้าที่ในการช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กในร่างกาย การรับวิตามินซีในปริมาณมาก จะทำให้เกิดปัญหาการสะสมธาตุเหล็ก ตามกระดูกข้อต่อต่างๆ มากขึ้น และอาจทำให้เกิดโรคเกาต์ได้ในที่สุด

นิ่วในไต นอกจากนั้นการกินวิตามินซีมากเกินไป อาจไปรบกวนการดูดซึมของทองแดงและซิลิเนียม ซึ่งส่งผลให้มีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไตได้ อีกทั้งในคนปกติหากได้รับ เกินกว่าวันละ10,000มิลลิกรัม อาจทำให้ท้องเสีย ท้องอืด ท้องเฟ้อได้
        วิตามินซีนั้นสำคัญต่อร่างกายของคนแค่ไหน อย่าลืมรับประทานอาหารที่มีวิตามินซีให้เพียงพอต่อร่างกาย

เครื่องสำอางของคุณ หมดอายุหรือยัง?

สำหรับสาวๆ แล้ว "เครื่องสำอาง" เป็นเหมือนขนมหวาน เห็นเป็นไม่ได้จะต้องเข้าไปซื้อไปดู ก็เหมือนที่พี่โน้ส อุดม นม อุโดส เคยตั้งข้อสังเกตไว้ว่า มีก็มีแค่ปากเดียว จะซื้อลิปสติกไปทำอะไรนักหนาเยอะแยะ ชาตินี้จะทาหมดรึเปล่าก็ไม่รู้
แหม ก็ของแบบนี้มันเป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ของผู้หญิงใช่รึเปล่าล่ะคะ ... น้องๆ บางคนซื้อเครื่องสำอางเพลินจนพอมารู้สึกตัวอีกทีก็มีเครื่องสำอางเต็มโต๊ะไปหมดแล้ว จนบางครั้งเราเผลอเก็บเครื่องสำอางเอาไว้นานจนเราลืมไปแล้ว พอค้นเจออีกทีหาดูวันหมดอายุก็หาไม่เจอ จำก็ไม่ได้ว่าซื้อมาตอนไหน จะให้ทิ้งไปก็เสียดาย


จุ๊ จุ๊ จุ๊ ความเสียดายนั่นแหละค่ะคือต้นต่อของอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับสาวๆ ... เชื่อเถอะค่ะว่าในโต๊ะเครื่องสำอางของเรามีเครื่องสำอางที่อาจจะหมดอายุแล้ววางอยู่มากมายเต็มโต๊ะ หรือบางครั้ง เครื่องสำอางบางชิ้นก็ไม่ได้ระบุวันหมดอายุเอาไว้ด้วยซ้ำ
น้องๆ ทราบรึเปล่าคะว่า การใช้เครื่องสำอางที่หมดอายุการใช้งานนั้น มีอันตรายมากกว่าที่เราคิดไว้ เพราะเครื่องสำอางที่หมดอายุการใช้งานแล้วนั้นถือว่าเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโลกชั้นดี เป็นแหล่งสะสมแบคทีเรียมากมาย ... บางครั้ง อาจจะเป็นสิวโดยที่หาสาเหตุไม่ได้ ใครจะรู้ล่ะคะว่าต้นตอปัญหาที่แท้จริงแล้วอาจจะมาจากเครื่องสำอางที่หมดอายุการใช้งานแล้วก็ได้






วิธีการดูว่าเครื่องสำอางหมดอายุหรือยังนั้น น้องๆ สามารถสังเกตได้ 2 วิธีค่ะ คือการดมกลิ่น และการดูที่เนื้อครีม

การดมกลิ่น ถือว่าเป็นวิธีที่ง่ายและได้ผลมากที่สุดค่ะ วิธีง่ายๆ ในการสังเกตว่าเครื่องสำอางหมดอายุคือ เวลาที่เราซื้อเครื่องสำอางมาใหม่ ให้เราลองดมกลิ่นดูว่ากลิ่นเป็นยังไง หลังจากนั้นก่อนจะจนหมดก็ให้ลองดมดูก่อนเพื่อนเปรียบเทียบกันว่ากลิ่นเปลี่ยนไปรึเปล่า โดยเฉพาะเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของน้ำมัน เมื่อหมดอายุแล้วจะมีกลิ่นเหม็นหืน

ส่วนเครื่องสำอางที่เป็นเนื้อครีม ให้น้องๆ สังเกตว่าถ้ามีการแบ่งตัวของเนื้อครีมและผลิตภัณฑ์ หรือมีเม็ดเหงื่อขึ้นแล้ว เราไม่ควรนำมาใช้ต่ออีก เพราะว่าเม็ดเหงื่อที่เราเห็นคือไขมันที่แตกตัวออกจากเนื้อครีมค่ะ ทิ้งลงถังขยะไปโลดค่ะ ห้ามใช้ต่อเด็ดขาด
นอกจากนี้แล้วเรื่องของการคำนวณระยะเวลาในการใช้ก็เป็นสามารถใช้เป็นสิ่งที่บอกวันหมดอายุได้เช่นกัน

สำหรับเครื่องสำอางประเภทที่ใช้บริเวณดวงตา เช่น อายชาโดว์ อายไลเนอร์ มีระยะเวลาหลังจากที่เปิดใช้แล้วประมาณ 3 - 6 เดือน เพราะเชื้อแบคทีเรียจะเข้าไปสะสมอยู่ในเครื่องสำอางเป็นจำนวนมาก ซึ่งสารกันบูดก็อาจไม่สามารถยับยั้งแบคทีเรียดังกล่าวได้ ซึ่งแบคทีเรียนี้อาจเป็นที่มาของโรคตาแดงได้ด้วย
ส่วนแป้งและรองพื้นควรจะทิ้งเมื่อเปิดใช้แล้วประมาณ 1 ปี เพราะหากนานกว่านั้นเมื่อนำมาใช้อาจทำให้ผิวหนังระคายเคือง เกิดเป็นจุดแดงเล็กๆ คล้ายสิว และอุปกรณ์แต่งหน้าก็ควรเปลี่ยนบ่อยๆ อย่างเช่นฟองน้ำที่ใช้ทารองพื้นควรเปลี่ยนหรือซักอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง

ลิปสติกก็เป็นเครื่องสำอางอีกชิ้นที่หลายคนอาจคิดไม่ถึงว่าเราไม่ควรใช้ร่วมกับคนอื่นที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า การใช้ลิปสติกร่วมกันผู้อื่นนั้นอาจทำให้เราติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เป็นโรคเริมได้
สำหรับอายุการใช้งานของลิปสติกนั้น ให้เราสังเกตว่าถ้าเริ่มมีเหงื่อหรือมีหยดน้ำเกาะที่เนื้อไม่ควรใช้แล้วนะคะ การใช้พู่กันทาปากจะช่วยยืดอายุการใช้งานให้มากขึ้น แถมยังเป็นการช่วยลดการสัมผัสระหว่างผิวกับเครื่องสำอางโดยตรง เพราะความร้อนและแบคทีเรียจากร่างกายจะส่งผลให้เครื่องสำอางหมดอายุเร็วขึ้น





Thursday, 24 November 2011

เยียวยาผิวด้วยผักและผลไม้


ถ้าคุณมีปัญหาสิวที่ไม่ยอมหายง่าย ๆ




คุณควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล เพราะจะทำให้ผิวไวต่อการอักเสบมากขึ้น ฉะนั้น ในช่วงที่สิวยังไม่หายนี้คุณก็ควรเลือกกินผลไม้ที่ไม่ค่อยมีน้ำตาลอย่าง ฝรั่ง ชมพู่ มะละกอ และธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี



ถ้าคุณมีปัญหาผิวแห้ง



คุณก็ควรกินอาหารที่กรดไมันโอเมก้า-3 ในปริมาณสูง อย่างเช่น ผลไม้เปลือกแข็ง ปลาแซลมอน ถั่วเหลือง เพราะจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวของคุณได้ แถมผู้เชี่ยวชาญในเรื่องอาหารยังบอกอีกด้วยว่า อาหารพวกนี้ช่วยลดความเครียดให้คุณได้ด้วย



ถ้าคุณเผลอบีบสิว (ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณไม่ควรเผลอบ่อย ๆ)



คุณก็ควรทาโลชั่นที่มีส่วนผสมของชาเขียว น้ำมันที-ทรี หรือสารสกัดจากชะเอม เพราะจะช่วยป้องกันการติดเชื้อ และช่วยให้รอยแดง ๆ จากการบีบสิวจางลงได้



ถ้าคุณมีผื่นคันเกิดขึ้นตามร่างกาย



ก็ลองบดแตงกวาที่ปลอกเปลือกออกแล้วให้ละเอียด แล้วทาลงบนผิวในบริเวณที่มีปัญหา ปล่อยทิ้งไว้ซักประมาณสองสามนาที เพื่อช่วยขจัดรอยแดง ๆ และอาการระคายเคืองออกไป

Saturday, 29 October 2011

ความเป็นมาของบัตรเครดิต(Credit Card)



บัตรเครดิตคงไม่มีใครที่ไม่รู้จักใช่ไหมครับ เพระาเป็นบัตรเอกประสงค์สามารถจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าได้โดยไม่ต้องใช้เงินสด แต่ต้องไปจ่ายกับธนาคารที่หลัง หรือพูดกันแบบง่ายๆ ก็คือยืมมาจ่ายก่อนนั้นเอง แต่คุณที่ใช้บัตรเครดิตอยู่เคยคิดกันไหมครับว่าบัครเครดิตมีที่มาที่ไปอย่างไรกัน วันนี้ผมมีคำตอบเช่นเคย
ใครจะเชื่อ ว่าบัตรเครดิตเริ่มต้นเกิดขึ้นจากนวนิยายเรื่อง “ย้อนอดีต” (Looking Backward) ของนายเอ็ดเวิร์ด เบลลามี (Edward Bellamy) ที่ประพันธ์ขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1888 ตามเนื้อเรื่องเป็นภาพฉากประชาชนในเมืองแห่งหนึ่งได้รับสวัสดิการจากรัฐบาล ด้วยการรับบัตรเครดิตเพื่อนำมาจับจ่ายสินค้าและบริการต่าง ๆ ได้อย่างอิสระ
ในปี ค.ศ.1900 โรงแรมแห่งหนึ่งได้นำความคิดของเบลลามีมาออกบัตรเครดิต ให้กับลูกค้าชั้นดี เพื่อนำไปจ่ายค่าบริการและอื่นๆ ของโรงแรม
ในปี ค.ศ.1914 บริษัทเยอเนอรัลปิโตรเลียม คอร์ปอเรชั่น ออฟแคลิฟอร์เนีย ซึ่งปัจจุบันคือบริษัท โมบิลออยส์ จำกัด โดยทำบัตรดังกล่าวให้กับลูกค้า และพนักงานของตน ที่ได้รับเลือกสรรแล้ว และนำไปชำระค่าน้ำมัน ตอนนั้นบัตรเครดิตนี้จะมีลักษณะเหมือนกับเหรียญโลหะ
ปี ค.ศ.1950 นายแฟรงค์ แมคนามารา (Frank McNamara) ซึ่งเป็นนักธุรกิจเกิดลืมพกกระเป๋าเงินติดตัวไปทานอาหาร และไม่มีเงินจ่าย ต้องให้ภรรยานำเงินมาชำระให้ จึงคิดว่าถ้ามีบัตรพิเศษที่ใช้แทนเงินได้ ก็จะดี จากนั้นก็ปรึกษากับนายราล์ฟ ชไนเดอร์ (Ralph Schncider) ซึ่งเป็นทนายความ และได้สร้างบัตร ไดเนอร์สคลับ ขึ้นมาเพื่อใช้ในการซื้อสินค้าและบริการแทนการชำระเงินโดยตรง ภายหลังได้มีบริษัท อเมริกันเอกซ์เพรส ได้ออกบัตรเครดิต โดยมีวัตถุประสงค์ในครั้งแรกเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวที่จะต้องเดินทางไปต่างประเทศ ไม่ต้องพกเงินสดเป็นจำนวนมาก โดยได้นำเสนอบัตรที่สามารถนำไปขึ้นเงินได้ที่ธนาคารต่างๆ
ในปี ค.ศ.1951 ปีถัดมา ธนาคารแห่งชาติแฟรงกริน ในนิวยอร์ก เป็นธนาคารแห่งแรกที่ออกบัตรเครดิตให้กับประชาชนซึ่งเป็นชนิดที่นิยมใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน
บัตรเครดิตถ้าใช้ให้เป็นก็มีประโยชน์ ไม่จำเป็นจะต้องพกเงินสดมาก มีส่วนลด และแต้มสะสม อย่างไรก็ตาม ผมเองก็อยากจะเตือนทุกคนก่อนที่จะใช้บัตรเครดิตทุกครั้งว่า ตอนรูดมันรูดง่ายอยกาได้อะไรก็ได้ แต่ต้องคำนึงถึงตอนสิ้นเดือนที่จพะต้องจ่้ายด้วยนะครับเพระาเรายืมเงินคนอื่นมาใช้ก่อน ถ้าไม่จ่ายตรงเวลาก็ต้องเสีัยดอกเบี้ยเป็นธรรมดา ประมาณร้อยละ 20 ต่อปี ถือว่าโหดมากถ้าเทียบกับอัตราเงินฝากที่แสนจะ (ทุเ..) ร้อยละ ไม่ถึง 5% เซ้งใจจริงๆ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
kungsss.exteen.com
wikipedia.org

6 โรคที่ควรระวังช่วงน้ำท่วม

น้ำท่วม

 1. โรคฉี่หนู ฉี่หนูเป็นโรคระบาดในคนที่ติดต่อมาจากสัตว์ มีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า เลปโตสไปรา (Leptospira sp.) ที่อยู่ในปัสสาวะของสัตว์ ตั้งแต่หนู วัว ควาย ไปจนถึงสัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขและแมวเลยทีเดียว โดยคนจะสามารถรับเชื้อฉี่หนูนี้เข้าไปทางบาดแผล หรือผิวหนังที่แช่น้ำเป็นเวลานาน ๆ รวมถึงเยื่อเมือกอย่างตาและปากอีกด้วย

           อาการของโรคฉี่หนู มี 2 แบบ คือแบบไม่รุนแรงจะมีอาการเหมือนเป็นไข้หวัดธรรมดา ปวดหัว ตัวร้อน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ซึ่งสามารถรักษาให้หายได้หากผู้ป่วยรู้ตัวและรีบไปพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ กับอาการรุนแรงที่จะทำให้ตาอักเสบแดง น้ำตาไหล สู้แสงไม่ได้ และเมื่อเชื้อเข้าไปอยู่ในสมองจะทำให้เกิดอาการเพ้อ ไม่รู้สึกตัว และยิ่งไปกว่านั้นหากติดเชื้อทั่วร่างกายจะทำให้เลือดออกในร่างกายจนเสียชีวิต

           การปฏิบัติตนเพื่อป้องกันโรคฉี่หนู หลีกเลี่ยงการเดินอยู่ในบริเวณน้ำท่วมขัง การเล่นน้ำ โดยเฉพาะในเด็กที่มักจะสนุกสนานไปกับการย่ำน้ำหรือเล่นน้ำในช่วงน้ำท่วม แต่หากจำเป็นต้องเดินผ่านบริเวณน้ำท่วมอย่างเลี่ยงไม่ได้ ให้รีบเดิน อย่าแช่น้ำจนผิวหนังเปื่อยเพราะจะทำให้ติดเชื้อได้ง่าย และควรใส่รองเท้าบูททุกครั้งเมื่อเดินลุยน้ำ เพื่อป้องกัน ไม่ให้เกิดบาดแผลที่เท้า และป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่บาดแผลที่เท้าหรือน่อง ทั้งยังช่วยป้องกันไม่ให้สัตว์ที่หนีน้ำกัดได้ ส่วนในผู้ที่เริ่มมีอาการปวดหัว ตัวร้อน ให้รีบไปพบแพทย์อย่างเร่งด่วน อย่ารอให้อาการหนักเพราะอาจจะรักษาไม่หายและเสียชีวิตก็เป็นได้

          2. อหิวาตกโรค เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Vibrio Cholerae ที่แพร่กระจายอยู่ในน้ำดื่มและอาหาร โดยมีแมลงวันเป็นพาหะนำโรค และแน่นอนว่าโรคนี้แพร่ระบาดได้โดยการกินและดื่มอาหารที่มีแมลงวันตอมและมีเชื้ออหิวาตกโรคปะปนอยู่ รวมทั้งอาหารสุข ๆ ดิบ ๆ ด้วย

           อาการของโรค ผู้ป่วยจะอุจจาระเหลวเป็นน้ำวันละหลายครั้ง แต่ไม่เกินวันละ 1 ลิตร อาจมีอาการปวดท้องหรืออาเจียนได้ ซึ่งถือว่าเป็นอาการในระยะแรกสามารถรักษาให้หายได้ภายใน 1-5 วัน แต่หากติดเชื้อขั้นรุนแรง ผู้ป่วยจะมีอาการท้องเดิน อุจจาระมากและมีลักษณะอุจจาระเป็นน้ำซาวข้าว มีกลิ่นเหม็นคาว และอุจจาระได้โดยไม่ปวดท้องและไม่รู้สึกตัว สามารถหายได้ภายใน 2-6 วันหากได้รับเกลือแร่และน้ำชดเชยน้ำที่เสียไป แต่หากได้รับไม่พอดีกับที่เสียไปแล้ว ผู้ป่วยก็จะมีอาการหมดแรง หน้ามืด อาจช็อคถึงเสียชีวิตได้

           การปฏิบัติตนเพื่อป้องกันอหิวาตกโรค ควรรับประทานอาหารที่สะอาด ปรุงสุกใหม่ ๆ และดื่มน้ำสะอาด เช่น น้ำต้มสุก รวมถึงรักษาสุขภาพอนามัยด้วยการล้างมือ และภาชนะใส่อาหารให้สะอาดทุกครั้ง แต่ไม่ควรนำน้ำท่วมมาล้าง หรือทำความสะอาดภาชนะ หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วยที่เป็นอหิวาตกโรค หรือหากติดเชื้ออหิวาแล้วก็ควรพบแพทย์และรับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

          3. ไข้ไทฟอยด์ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Salmonella Typhi  ที่อยู่ในน้ำและอาหารเช่นเดียวกับอหิวาตกโรค แพร่ระบาดโดยการดื่มน้ำและอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อโรค

          อาการของโรค เมื่อได้รับเชื้อนี้เข้าไปจะไม่แสดงอาการทันที แต่จะแสดงอาการหลังจากรับเชื้อประมาณ 1 สัปดาห์ โดยผู้ป่วยจะมีอาการปวดหัว เบื่ออาหาร มีไข้สูงมาก ท้องร่วง บางรายมีผื่นขึ้นตามตัว แน่นท้อง สามารถหายได้เองภายใน 1 เดือน แต่ผู้ป่วยควรจะพบแพทย์หลังจากมีอาการแล้ว เพราะอาจจะเสียชีวิตจากภาวะปอดบวมได้

         การปฏิบัติตนเพื่อป้องกันไข้ไทฟอยด์ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีเชื้อโรคทุกชนิด และนั่นหมายถึงว่า ให้ทานอาหารที่สะอาด อยู่ในภาชนะที่สะอาด รวมถึงล้างมือให้สะอาดก่อนทานทุกครั้ง และควรจะหลีกเลี่ยงอาหารจากร้านค้าข้างถนนที่อยู่ในบริเวณที่ไม่สะอาด เสี่ยงต่อการติดเชื้อ หรืออีกทางหนึ่งคือฉีดวัคซีนป้องกันไข้ไทฟอยด์

          4. โรคตับอักเสบ เป็นภาวะที่มีการอักเสบของเซลล์ตับ ทำให้ตับทำงานผิดปกติ จนทำให้มีอาการเจ็บป่วยได้ และไวรัสตับอักเสบที่มาจากภาวะน้ำท่วม ก็คือไวรัสตับอักเสบชนิดเอ ที่มีสาเหตุมาจากการทานอาหารที่ไม่สะอาด ไม่ทำให้สุก

           อาการของโรค เมื่อแสดงอาการแล้วผู้ป่วยจะมีไข้ต่ำ ๆ เบื่ออาหาร ปวดท้อง ปวดตัวแถวชายโครงขวา และมีปัสสาวะเป็นสีชาแก่ เริ่มมีอาการตัวเหลืองตาเหลืองในสัปดาห์แรก และจะหายเป็นปกติภายใน 2-4 สัปดาห์

           การปฏิบัติตนเพื่อป้องกันโรคตับอักเสบ คือ ทานอาหารที่สุกและสะอาด ไม่ใช้แก้วน้ำและช้อนร่วมกับผู้อื่น

          5. ตาแดง เกิดจากเชื้อแบคทีเรีบ ไวรัส Chlamydia trachomatis และ Bacterial Conjunctivitis อาจมาจากภูมิแพ้ หรือสัมผัสสารที่เป็นพิษต่อตา มักเกิดจากการเอามือที่สกปรกไปขยี้หรือสัมผัสดวงตา รวมถึงใช้ผ้าเช็ดตัว หรือผ้าเช็ดหน้าไปสัมผัสกับดวงตา

           อาการของโรค ผู้ป่วยจะมีอาการคันตาจนหลายรายต้องขยี้บ่อย หรือบางคนแค่เคืองตาเท่านั้น และมีขี้ตามากกว่าปกติ มีลักษณะเป็นหนองและมีสะเก็ดปิดตาตอนเช้า และมองเห็นได้ไม่ชัดเจน ตามัว หรืออาจปวดตา

           การปฏิบัติตนเพื่อป้องกันโรคตาแดง ควรล้างมือให้สะอาด ไม่ใช่เครื่องสำอาง ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้าร่วมกับคนอื่น หลีกเลี่ยงการสัมผัสดวงตาในทุกกรณี และอย่าใช้ยาหยอดตาร่วมกับคนอื่น หากเริ่มเคืองตาหรือคันตา ให้รีบปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์

           6. ไข้เลือดออก เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค มักพบในเด็ก มักระบาดในฤดูฝน ที่มีการแพร่พันธุ์ของยุงลาย

           อาการของโรค ผู้ป่วยจะมีไข้สูงประมาณ 2-7 วัน เบื่ออาหาร อาเจียนออกมามีสีน้ำตาลปนอยู่ ปวดกล้ามเนื้อ ตัวแดง หรืออาจมีผื่นหรือจุดเลือดตามผิวหนัง หากเข้าสู่ภาวะวิกฤตผู้ป่วยจะไข้ลด มือเท้าเย็น ตัวเย็น ชีพจรเต้นเร็ว อาเจียนมาก ปัสสาวะน้อย ทำให้เข้าสู่ภาวะช็อคได้ หากมีอาการควรรีบพบแพทย์อย่างเร่งด่วน

           การปฏิบัติตนเพื่อป้องกันโรคตาแดง พยายามอย่าให้ยุงกัดโดยทากันยุงเป็นวิธีที่ดีที่สุด และอย่าปล่อยให้ภาชนะต่าง ๆ ภายในบ้านมีน้ำขังนานเพราะจะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง หรือหากเป็นไข้เลือดออกแล้วไม่ควรให้ยุงกัดเพราะจะทำให้แพร่เชื้อไปสู่คนใกล้ชิดได้ผ่านยุง

          และนั่นก็คือ 6 โรคที่ระบาดเยอะในช่วงน้ำท่วมและฤดูฝน ดังนั้น ทุก ๆ คนที่ประสบภาวะน้ำท่วม รวมถึงคนทั่วไปก็ควรที่จะระวังการระบาดของโรคเหล่านี้ เพราะไม่ว่าจะอย่างไร การป้องกันเป็นเรื่องที่ง่ายกว่าการรักษาเมื่อเป็นโรคแล้วเสมอ เพราะฉะนั้น อย่าลืมใส่ใจสุขภาพอนามัยและพิถีพิถันกับการใช้ชีวิตในช่วงน้ำท่วมและช่วงฤดูฝนมากขึ้นกันสักนิดนะคะ